วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บทที่ 5 เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล (Link)

การเชื่อมโยงข้อมูล (Link)
เป็นที่ ทราบดี อยู่ แล้วว่า การที่ อินเตอร์เนต ได้รับความนิยม อย่างกว้างขวางอยู่ทั่วโลกนั้นเป็ ผลมาจากความ สามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล จากฐานข้อมูล หนึ่ง ไปยังอีก ฐานข้อ มูลหนึ่ง ได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถ เชื่อมโยงข้อความ ได้ทั้ง จากภายใน แฟ้มเอกสาร ข้อมูลของตัวเอง และแฟ้มเอกสารข้อมูลภายนอกที่ต่างเว็บไซต์กัน
ข้อความ ที่ถูกกำหนดให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น ๆ บนเว็บเบราเซอร์จะแสดงผลเป็นตัวอักษร ที่มีสีแตกต่างจากอักษรทั่วไป และอาจจะมี ขีดเส้นใต้ข้อความนั้นด้วย โดยทั่วไป ตัวอักษรที่แสดง ผลอยู่บน เวบเบราเซอร์ จะมีสีดำ ปนขาว (หรือสีเทา) แต่สำหรับ ข้อความ ที่ใช้เป็นตัวเชื่อมข้อมูลนั้นจะเป็นตัวอักษร สีน้ำเงิน หรือ อย่างอื่น ตาม ที่สร้างขึ้นมาเมื่อเลื่อน เมาส์ ไปชี้ที่ ข้อความ ซึ่ มีการเชื่อมโยงของรูปแบบ ตัวชี้ จะเปลี่ยนจาก สัญลักษณ์ ลูกศร ไปเป็นรูป มือแทน และที่บริเวณแถบแสดงสถานะด้านล่าง จะแสดงถึงตำแหน่งของจุด หมายที่ ข้อความจะเชื่อมโยงไปให้เราเห็น
ประเภทการเชื่อมโยง- การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์
- การเชื่อมโยงข้อมูลนอกเว็บไซต์
- การเชื่อมโยงข้อมูล FTP
- การเชื่อมโยงข้อมูล E-Mail

การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์
รูปแบบ <A HREF="ที่อยู่ไฟล์">ข้อความ</A>
ตัวอย่าง <A HREF="tipcomputer.asp">ทิปคอมพิวเตอร์</A>
*** หมายเหตุ ถ้าลิงค์อยุ่คนละโฟลเดอร์ <A HREF="../tipcomputer.asp">ทิปคอมพิวเตอร์</A>
การเชื่อมโยงข้อมูลนอกเว็บไซต์ 
รูปแบบ <A HREF="้http://www..........">ข้อความ</A>
ตัวอย่าง <A HREF="้http://www.bcoms.net">บีคอม</A>
*** หมายเหตุ คุณสามารถสั่งให้เบราเซอร์เปิดหน้าใหม่ได้โดยกำหนด target="_blank"
ตัวอย่าง <a href="http://www.driverzone.com" target="_blank"> Driver Zone </a>
การเชื่อมโยงข้อมูล FTP 
รูปแบบ <FTP://HOSTNAME/FOLDER>ข้อความ</A>
HOSTNAME คือ ชื่อของศูนย์บริการ FTP Server
FOLDER คือ ชื่อไฟล์และไดเรกทอรี่ที่ผู้เข้ารับบริการสามารถเข้าไปใช้งานได้
ตัวอย่าง <A HREF=FTP://bcoms.net/download> Download </a>
การเชื่อมโยงข้อมูล E-Mail 
รูปแบบ <A HREF="MAILTO:USERNAME@DOMAINNAME">ข้อความ</A>
ตัวอย่าง <a href="mailto: bcoms_net@hotmail.com">bcoms_net@hotmail.com</a>

บทที่ 5 เรื่องรหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล


รหัสสืมค้นแหล่งข้อมูล

  ในการสืบค้นข้อมูลนั้นจำเป็นจะต้องมีโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูล  ได้แก่        
  1.  โปรแกรมอาร์คี (Archie)  เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูลที่เราทราบชื่อ  แต่ไม่ทราบตำแหน่ง ที่อยู่ของแฟ้มข้อมูล  ว่าอยู่ในเครื่องบริการใดๆ ในอินเตอร์เน็ต  โดยโปรแกรมอาร์คีนั้นจะสร้างบัตรรายการแฟ้มไว้ใน ฐานข้อมูล  ซึ่งหากเราต้องการค้นหาตำแหน่งของแฟ้มข้อมูลก็เปิดโปรแกรมอาร์คีนี้ขึ้นมาล้วให้พิมพ์ชื่อแฟ้มข้อมูล ที่ต้องการลงไป  โดยโปรแกรมอาร์คีจะตรวจค้นฐานข้อมูลให้ปรากฏชื่อแฟ้ม และ รายชื่อเครื่องบริการที่เก็บแฟ้มนั้นขึ้นมา ซึ่งหลังจากทราบชื่อเครื่องบริการแล้วเราก็จะสามารถใช้ FTP ถ่ายโอนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราไ้้ด้

         2.  โปรแกรมโกเฟอร์ (Gopher) เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูล  ซึ่งใช้บริการด้วยระบบเมนูโปรแกรมโกเฟอร์ เป็นโปรแกรม
 ที่มีรายการเลือก  เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในการค้นหาข้อมูล
การใช้งาน โปรแกรมนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงอยู่กับอินเตอร์เน็ตใดๆ เลย  เราแค่เพียงเลือกรายการที่ต้องการในรายการเลือก และกดปุ่ม <Enter> ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแสดงขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถอ่านข้อมูลนั้น และบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้

         3.  โปรแกรม Veronica เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลที่ได้รับการพัฒนามาจากโปรแกรมโกเฟอร์  โดยการค้นหาข้อมูล  
จะทำได้โดยไม่ต้องผ่านระบบเมนู  เพียงแค่พิมพ์คำสำคัญ  หรือ  ให้ระบบได้ทำการค้นหาข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword
         4.  โปรแกรมเวส (Wide Area Information Server-WAIS)  เป็นโปรแกรมที่เป็น
เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูล โดยทำการค้นหาจากเนื้อหาของข้อมูล  ซึ่งการใช้งา้นต้องระบุ
ุชื่อเรื่อง  หรือชื่อของคำหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของข้อมูล ที่ต้องการ  ซึ่งโปรแกรมเวสจะช่วยค้นหาไปยังแหล่งข้อมูลที่
เชื่อมต่ออยู่ภายในอินเตอร์เน็ต

         5. โปรแกรม Search Engines เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน  
โดยให้พิมพ์คำ  หรือข้อความที่เป็น Keyword จากนั้นโปรแกรม Search
Engines จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ี่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้เราได้เลือกคลิกที่รายชื่อของแหล่งข้อมูลนั้น  
เพื่อเลือกข้อมูลที่ต้องการได้  ซึ่งการจัดการแหล่งข้อมูลเหล่านั้นโปรแกรม Search Engines จะจัดไว้เป็นเมนู  
โดยเริ่มจากข้อมูลในหมวดใหญ่ๆ ไปจนถึงข้อมูลในหมวดย่อยๆ   

บทที่ 5 เรื่องโดเมนเนม (Domain Name)

 โดเมนเนม (domain name) 

      โดเมนเนม  หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย
ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร
โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1.  โดเมน 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
  2.  โดเมน 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ

โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา
หลังจากจดโดนเมนเนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเรา
เช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
เพราะถ้าคุณจด Domain Nameและใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว

บทที่ 5 เรื่องหมายเลขประจำเครื่อง (IP Address)

การกำหนดหมายเลข IP Address
        ในระบบเครือข่ายอินทราเน็ตและอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีหมายเลขประจำเครือง หมายเลขนี้เรียกว่า IP Address และ IP Address ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่บนเครือข่ายต้องไม่ซ้ำกัน ผู้ที่สร้างเครือข่ายต้องขอหมายเลข IP Address เพื่อนำมากำหนดให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่าย
ตัวอย่างเช่น เครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีเครื่อง Server ชื่อว่า Nontri หมายเลข IP Address เป็น 158.108.2.71 ซึ่งเลขชุดนี้ จะมีการแบ่งออกเป็น 4 เขตข้อมูล(Fields) แต่เขตข้อมูลประกอบด้วยเลขฐานสอง 8 บิต โดยมีจุด (.) คั่นระหว่างกลุ่มของตัวเลข
IP Address ทั้ง 4 เขตข้อมูล มีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นหมายเลขประจำเครือข่าย
กลุ่มที่ 2 เป็นหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย 

        แต่เนื่องจากเครือข่ายของแต่ละองค์กร มีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงมีการกำหนดวิธีการแบ่งหมายเลข IP Address ออกเป็นคลาส (Class) คือ คลาส A คลาส B และ คลาส C โดย
คลาส A กำหนดให้เขตข้อมูลแรกเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ที่เหลืออีก 3 เขตข้อมูล เป็นหมายเลขประจำเครื่องหรือเครือข่าย
คลาส B กำหนดตัวเลข 2 เขตข้อมูลเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ที่เหลือเป็นหมายเลขประจำเครื่องหรือเครือข่าย
คลาส C กำหนดตัวเลข 3 เขตข้อมูลเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ที่เหลือเป็นหมายเลขประจำเครื่องหรือเครือข่าย ดังภาพ
คลาส A
คลาส B
คลาส C
หมายเลขประจำเครือข่าย
หมายเลขประจำเครื่อง
โดยกำหนดหมายเลขประจำเครือข่าย และจำนวนคอมพิวเตอร์ในแต่ละคลาส ดังนี้
คลาสจำนวนหลักแรกความยาวของรหัสเครือข่ายจำนวนเครื่องในเครือข่าย
A1 -126
1 เขตข้อมูล
16,387,064
B128 - 191
2 เขตข้อมูล
64,516
C192 - 223
3 เขตข้อมูล
254
        การกำหนดหมายเลข IP Address จะต้องใช้หมายเลขที่สงวนไว้โดยเฉพาะซึ่งมีอยู่หลายชุด ตัวอย่างเช่น 192.168.0.1 ถึง 192.168.0.254 สามารถใช้เป็นหมายเลขประจำเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่ง 3 เขตข้อมูลแรกเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ส่วนเขตข้อมูลที่ 4 เป็นหมายเลขของเครื่องในเครือข่ายซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ถึง 254 และหมายเลข Subnet Mask คือ 255.255.255.0

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2555

บทที่ 5 เรื่องเครือข่ายใยแมงมุม

clip0027
เครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web : WWW)  


ปัจจุบันการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายนั้น ทำให้เราสามารถค้นหาและ แลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ได้ จากฐานข้อมูลข่าวสารที่เก็บไว้จำนวนมาก ซึ่งฐานข้อมูลบางแห่งเก็บข้อมูลในรูปสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ใช้สามารถเรียก อ่าน หรือนำมาพิมพ์ ลักษณะการเรียกค้นนี้จึงมีลักษณะเหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่อยู่ภายในเครือข่าย ที่สามารถค้นหาข้อมูลใดๆ ก็ได้ ฐานข้อมูลในลักษณะนี้เรียกว่า เครือข่ายใยแมงมุมครอบคลุมทั่วโลก (World Wide Web) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก ซึ่ง WWW เป็นการบริการในลักษณะพิเศษที่ได้รับความนิยมสูง ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลต่างๆ และเนื่องจากปริมาณของข้อมูลที่ให้บริการของ WWW ในแต่ละเรื่องนั้นมีเป็นจำนวนมาก ใน WWW จะมีบริการค้นหาข้อมูลโดยจะใช้หลักการเปรียบเทียบสายอักขระ (String) ว่าตรงกับเนื้อหาอะไรในข้อมูลของชุดเอกสารนั้นๆ  

บทที่ 4 เรื่องการปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer

การตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer
เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากการตั้งค่าการตั้งค่าคอนฟิก การตั้งค่า Internet Explorer เป็นค่าเริ่มต้น การกำหนดค่า ซึ่งไม่อยู่ในสถานะเมื่อมีการติดตั้ง Windows Vista ไว้ตั้งแต่ต้นว่า เมื่อต้องการให้เราในการรีเซ็ตการตั้งค่า Internet Explorer ให้คุณ ไป "การตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉัน"ส่วน เมื่อต้องการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ด้วยตัวคุณเอง ไป "ให้ฉันตั้งค่าใหม่ของ Internet Explorer เอง"ส่วน


การตั้งค่า Internet Explorer ให้ฉัน
เมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่าโดยอัตโนมัติ คลิก Internet Explorerการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ปุ่มหรือการเชื่อมโยง คลิกเรียกใช้ ในการ การดาวน์โหลดแฟ้ม โต้ตอบกล่อง และทำตามขั้นตอนในการแก้ไขอัตโนมัตินั้นตัวช่วยสร้าง