วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บทที่ 7 การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม winzip

การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzip
        บางครั้งไฟล์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดทางอินเตอร์เน็ตนั้นมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กก่อน เพื่อที่จะทำให้การดาวน์โหลดทำได้รวดเร็วขึ้น เราสามารถสังเกตได้ว่าไฟล์ใดใช้วิธีบีบอัดข้อมูลมา โดยดูได้จากนามสกุลของไฟล์นั้น จะมีนามสกุล . zip เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาแล้วต้องทำการขยายไฟล์ข้อมูลก่อนจึงจะสามารถอ่านข้อมูล หรือนำไปใช้งานได้ โปรแกรมที่ใช้ช่วยในการขยายไฟล์ คือ โปรแกรม Winzip
        โปรแกรม Winzip จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ คือ
<!--[if !supportLists]-->1.             <!--[endif]-->Winzip จะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน โดยเพียงแต่ตอบคำถามทีละขั้นตอนตามที่โปรแกรมกำหนดเท่านั้น
<!--[if !supportLists]-->2.             <!--[endif]-->Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการใช้งาน

การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
         การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ สามารถขอได้จากเว็บไซต์หลากหลายที่ให้บริการ ซึ่งเมื่อได้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เพื่อสร้างโฮมเพจแล้ว จะได้รับพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล และเมื่อเราได้สร้างโฮมเพจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะทำการอัพโหลด โฮมเพจไปไว้ยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ทันที

การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
          โปรแกรม  WS-FTP จะช่วยให้เราสามารถอัพโหลด ( Upload ) ข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงได้ทำการติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งาน  ดังต่อไปนี้

การติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
<!--[if !supportLists]-->1.             <!--[endif]-->คลิกเลือกเพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
<!--[if !supportLists]-->2.             <!--[endif]-->เตรียมการติดตั้งโปรแกรม
<!--[if !supportLists]-->3.             <!--[endif]-->คลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม
<!--[if !supportLists]-->4.             <!--[endif]-->แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกเลือก I accept … เพื่อยอมรับในเงื่อนไข และคลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->5.             <!--[endif]-->กำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->6.             <!--[endif]-->กำหนดชื่อของโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->7.             <!--[endif]-->แสดงหน้าต่าง Start Copying Files คลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->8.             <!--[endif]-->แสดงสถานะของการติดตั้งโปรแกรม
<!--[if !supportLists]-->9.             <!--[endif]-->คลิกที่ Finish เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม WS-FTP
        เมื่อติดตั้งโปรแกรม WS-FTP เรียบร้อยแล้ว จะต้องกำหนดค่าเพื่อใช้งานในโปรแกรม โดยสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังต่อไปนี้
<!--[if !supportLists]-->1.             <!--[endif]-->ปรากฏหน้าจอ Welcome คลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->2.             <!--[endif]-->ปรากฏหน้าจอ Site Name สำหรับกำหนดชื่อของ Site เพื่อไว้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่อัพโหลดไปยังเครื่องแม่ข่าย ( Server )  เช่นเดียวกับการกำหนดโฟลเดอร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่าย  เช่น kulrapee  แล้วคลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->3.             <!--[endif]-->ขั้นต่อมาจะปรากฏหน้าจอ Server Address เพื่อกำหนดหมายเลข IP Address ของเครื่องแม่ข่ายที่เราต้องการจะนำข้อมูลไปอัพโหลดไว้ เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->4.             <!--[endif]-->User Name และ Password จะต้องถูกกำหนดเมื่อเราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ หรือผู้บริการด้านอินเตอร์เน็ต (ISP) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเช่าพื้นที่ หรือการขอพื้นที่ฟรีก็ตาม
<!--[if !supportLists]-->5.             <!--[endif]-->Connection Type จะต้องกำหนดรูปแบบของการติดต่อให้เลือก FTP แล้วคลิกที่ Next
<!--[if !supportLists]-->6.             <!--[endif]-->Finish จะแสดงรายละเอียดสำหรับการติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย ( Server ) รวมทั้ง User Name และ Password ทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนข้างต้น แล้วคลิกที่ Finish

การอัพโหลดข้อมูล (Upload)
        หลังจากที่ได้ขอพื้นที่ในการเก็บโฮมเพจของเราผ่านทางเว็บไซต์ www.thcity.com ต่อมาก็ได้ทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP รวมทั้งการกำหนดค่าเพื่อใช้งานโปรแกรม WS-FTP และขั้นตอนต่อไปคือ การอัพโหลด (Upload) ข้อมูลของโฮมเพจผ่านทางเว็บไซต์ที่ขอใช้บริการ สามารถทำตามขั้นตอนได้ ดังต่อไปนี้
<!--[if !supportLists]-->1.             <!--[endif]-->ดับเบิ้ลคลิกที่สัญลักษณ์ของโปรแกรม WS-FTP ที่หน้าจอ Desktop
<!--[if !supportLists]-->2.             <!--[endif]-->จะปรากฏหน้าต่างแรก คือ Tip of the Day ถ้าเราการที่จะอ่านต่อไป ให้เลือก Next Tip แต่ถ้าไม่ต้องการให้เลือก Close
<!--[if !supportLists]-->3.             <!--[endif]-->ลำดับต่อมาจะปรากฏหน้าต่างของการอัพโหลด (Upload) ข้อมูล ซึ่งจะสังเกตได้ว่าข้อมูลที่ปรากฏในช่อง Address, User ID, Password จะปรากฏให้เราโดยอัตโนมัติ
<!--[if !supportLists]-->4.             <!--[endif]--> <!--[if !vml]--> <!--[endif]-->จะปรากฏ Site Manager ที่ได้ตั้งไว้แล้ว ให้คลิกที่ชื่อของ Sites          Connect
<!--[if !supportLists]-->5.             <!--[endif]-->ด้านขวามือจะปรากฏชื่อของ Site ที่ได้เลือกในการติดต่อเพื่อรอรับข้อมูลที่เราจะอัพโหลด (Upload) จากด้านซ้ายมือโดยใช้วิธีคลิกที่ลูกศรซึ่งอยู่ตรงกลางทั้งสองฝั่ง เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการอัพโหลดข้อมูลจากเครื่องของเราไปไว้เครื่องแม่ข่ายที่เราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลไว้
<!--[if !supportLists]-->6.             <!--[endif]-->เมื่อคลิกที่ Connect จะสามารถเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าต่าง ๆ คือ
               Connection Wizard     :   การกำหนดค่าเพื่อใช้งานโปรแกรม WS-FTP
               Site Manager               :   กำหนด Site สำหรับการจัดเก็บข้อมูลในฝั่งเครื่องแม่ข่าย
7.   หรือเมื่อคลิกที่ Connection Wizard เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าสำหรับการใช้งานในโปรแกรม   WS-FTP

บทที่ 7 เรื่องขั้นตอนของการดาวน์โหลด

ขั้นตอนการดาวน์โหลดไฟล์วีดีโอ

ขั้นตอนแรกของเราคือการดาวน์โหลดไฟล์วีดีโอที่คุณต้องการ ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
1. เปิดเข้าไปยังเว็บเพจแสดงวีดีโอจาก YouTube, Google Video หรือที่คุณต้องการดาวน์โหลด จากนั้นก๊อบปี้ URL 

 2. เปิดเว็บไซต์ http://keepvid.com/ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้คุณสามารถดาวน์โหลดวีดีโอได้ตามต้องการ จากนั้นเพสต์ URL
    ที่ก๊อบปี้มาไว้ในช่องด้านบน และเลือกเว็บไซต์ที่เก็บไฟล์วีดีโอนั้น ในตัวอย่างนี้คือ You Tube ตามด้วยการคลิกปุ่ม Download

 
 3. ลิงก์สำหรับการดาวน์โหลด (Downloaded Link) จะปรากฏขึ้น ให้คุณคลิกเพื่อทำการดาวน์โหลดวีดีโอ หรือก๊อบปี้ลิงค์แล้วใช้โปรแกรมดาวน์โหลดของคุณ
    เช่น GetRight, FlashGet เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ คุณจะได้ไฟล์ชื่อ video.flv ก็เป็นอันเรียบร้อย ด้วยขั้นตอนง่ายๆ นี้ คุณก็ได้วีดีโอมาเก็บไว้ในเครื่องแล้ว

 

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บทที่ 6 เรื่องโปรโตคอลสำหรับรับส่งอีเมล

โปรโตคอลที่สำคัญที่ทำงานในเลเยอร์อินเตอร์เน็ตคือ  IP,ARP,ICMP และ  IGMP  ผู้อ่านควรที่จะทำความเข้าใจหลักการทำงานของโปรโตคอลนี้
1  Internet  Protocol  (IP)
โปรโตคอล  IP  จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนกับที่ทำการไปรษณีย์ กล่าวคือ  โปรโตคอล  IP  จะทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับการรับส่งแพ็กเก็ต หรือบางทีก็เรียกว่า  “ดาต้าแกรม (Datagram) ”คือหน่วยของข้อมูลที่รับมาจากโปรโตคอลที่อยู่เลเยอร์สูงกว่า เช่น TCP และ UDP  ถ้าโฮสต์ปลายทางอยู่คนละเครือข่ายกับโฮสต์ที่ส่งข้อมูล  IP  จะรับผิดชอบในการจัอเส้นทาง  (Routing)  ให้แพ็กเก็ตส่งไปยังเครือข่ายที่โฮสต์นั้นอยู่  ซึ่งในการจัดส่งแพ็กเก็ตข้ามเครือข่ายนั้น  IP  จะใช้ราท์เตอร์ (Routing)  ในการเชื่อมต่อเครือข่ายเหล่านั้นโดยทั่วไปแล้วอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายจะเรียกว่าเราท์เตอร์  แต่บางทีอุปกรณ์ตัวนี้ก็จะเรียกว่า  “เกตเวย์ (Gateway)” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเสมือนประตูไปยังเครือข่ายอื่นๆ
 2  Address  Resolution  Protocol (ARP)
การที่คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันต้องการที่จะสื่อสารกันจำเป็นที่ต้องทราบหมายเลขเน็ตเวิร์คการ์ด หรือแม็กแอดเดรส (MAC Address) ของกันและกัน  แพ็กเก็ตไอพีจะถูกห่อหุ้มด้วยเฟรมในระดับดาต้าลิงค์ ซึ่งแม็กแอดเดรสของเครื่องส่งและเครื่องรับจะต้องถูกใส่ไปด้วยปัญหาก็คือเครื่องส่งอาจไม่ทราบหมายแม็กแอดเดรสของเครื่องรับ
โปรโตคอล  ARP (Address Rresolution Protocol) จะทำหน้าที่ค้นหาหมายเลขแม็กแอดเดรสของเครื่องที่มีหมายเลขไอพีที่ต้องการ  หลักการทำงานของ ARP คือ โฮสต์ที่ต้องการทราบหมายเลขแม็กแอดเดรสของเครื่องที่มีหมายเลขไอพีนั้น ก็จะทำการบรอดคาสต์แพ็กเก็ตไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน
3  Internet  Control  Messags Protocol  (ICMP)
โปรโตคอล ICMP  (Internet  Control  Messags Protocol )  ทำหน้าที่รายงานข้อผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่มีการส่งแพ็กเก็ตในเครือข่าย ICMP ใช้ในการส่งแบบคอนเน็กชันเลสส์ (Connectionless) ซึ่งหมายถึงการรับส่งข้อมูลที่ฝ่ายรับและฝ่ายส่งไม่ได้ประสานกันก่อน กล่าวคือ ฝ่ายรับจะไม่ทราบว่าจะมีแพ็กเก็ตส่งมาหาตัวเอง  ดังนั้นโอกาสที่แพ็กเก็ตจะส่งไม่ถึงปลายทางจึงเป็นไปได้สูง
 4  Internet  Group  Mmmanagement Protocol  (IGMP)
โปรโตคอล IGMP (Internet  Group  Mmmanagement Protocol)  ทำหน้าที่แจ้งให้เราท์เตอร์เกี่ยวกับกลุ่มของเครื่องหมายไอพีที่เป็นมัลติคาสต์  (Multicast) ซึ่งข้อมูลนี้จะถูกส่งต่อ ๆ กันออกไปยังเราท์เตอร์ต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายเพื่อให้เครือข่ายสามารถรองรับการรับส่งข้อมูลแบบมัลติคาสต์ได้  การส่งแพ็กเก็ตของ IGMP จะส่งเป็นไอพีดาต้าแกรมซึ่งเป็นการส่งแบบคอนเน็กชันเลสส์

บทที่ 5 เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูล (Link)

การเชื่อมโยงข้อมูล (Link)
เป็นที่ ทราบดี อยู่ แล้วว่า การที่ อินเตอร์เนต ได้รับความนิยม อย่างกว้างขวางอยู่ทั่วโลกนั้นเป็ ผลมาจากความ สามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล จากฐานข้อมูล หนึ่ง ไปยังอีก ฐานข้อ มูลหนึ่ง ได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถ เชื่อมโยงข้อความ ได้ทั้ง จากภายใน แฟ้มเอกสาร ข้อมูลของตัวเอง และแฟ้มเอกสารข้อมูลภายนอกที่ต่างเว็บไซต์กัน
ข้อความ ที่ถูกกำหนดให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่น ๆ บนเว็บเบราเซอร์จะแสดงผลเป็นตัวอักษร ที่มีสีแตกต่างจากอักษรทั่วไป และอาจจะมี ขีดเส้นใต้ข้อความนั้นด้วย โดยทั่วไป ตัวอักษรที่แสดง ผลอยู่บน เวบเบราเซอร์ จะมีสีดำ ปนขาว (หรือสีเทา) แต่สำหรับ ข้อความ ที่ใช้เป็นตัวเชื่อมข้อมูลนั้นจะเป็นตัวอักษร สีน้ำเงิน หรือ อย่างอื่น ตาม ที่สร้างขึ้นมาเมื่อเลื่อน เมาส์ ไปชี้ที่ ข้อความ ซึ่ มีการเชื่อมโยงของรูปแบบ ตัวชี้ จะเปลี่ยนจาก สัญลักษณ์ ลูกศร ไปเป็นรูป มือแทน และที่บริเวณแถบแสดงสถานะด้านล่าง จะแสดงถึงตำแหน่งของจุด หมายที่ ข้อความจะเชื่อมโยงไปให้เราเห็น
ประเภทการเชื่อมโยง- การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์
- การเชื่อมโยงข้อมูลนอกเว็บไซต์
- การเชื่อมโยงข้อมูล FTP
- การเชื่อมโยงข้อมูล E-Mail

การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์
รูปแบบ <A HREF="ที่อยู่ไฟล์">ข้อความ</A>
ตัวอย่าง <A HREF="tipcomputer.asp">ทิปคอมพิวเตอร์</A>
*** หมายเหตุ ถ้าลิงค์อยุ่คนละโฟลเดอร์ <A HREF="../tipcomputer.asp">ทิปคอมพิวเตอร์</A>
การเชื่อมโยงข้อมูลนอกเว็บไซต์ 
รูปแบบ <A HREF="้http://www..........">ข้อความ</A>
ตัวอย่าง <A HREF="้http://www.bcoms.net">บีคอม</A>
*** หมายเหตุ คุณสามารถสั่งให้เบราเซอร์เปิดหน้าใหม่ได้โดยกำหนด target="_blank"
ตัวอย่าง <a href="http://www.driverzone.com" target="_blank"> Driver Zone </a>
การเชื่อมโยงข้อมูล FTP 
รูปแบบ <FTP://HOSTNAME/FOLDER>ข้อความ</A>
HOSTNAME คือ ชื่อของศูนย์บริการ FTP Server
FOLDER คือ ชื่อไฟล์และไดเรกทอรี่ที่ผู้เข้ารับบริการสามารถเข้าไปใช้งานได้
ตัวอย่าง <A HREF=FTP://bcoms.net/download> Download </a>
การเชื่อมโยงข้อมูล E-Mail 
รูปแบบ <A HREF="MAILTO:USERNAME@DOMAINNAME">ข้อความ</A>
ตัวอย่าง <a href="mailto: bcoms_net@hotmail.com">bcoms_net@hotmail.com</a>

บทที่ 5 เรื่องรหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล


รหัสสืมค้นแหล่งข้อมูล

  ในการสืบค้นข้อมูลนั้นจำเป็นจะต้องมีโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูล  ได้แก่        
  1.  โปรแกรมอาร์คี (Archie)  เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการค้นหาแฟ้มข้อมูลที่เราทราบชื่อ  แต่ไม่ทราบตำแหน่ง ที่อยู่ของแฟ้มข้อมูล  ว่าอยู่ในเครื่องบริการใดๆ ในอินเตอร์เน็ต  โดยโปรแกรมอาร์คีนั้นจะสร้างบัตรรายการแฟ้มไว้ใน ฐานข้อมูล  ซึ่งหากเราต้องการค้นหาตำแหน่งของแฟ้มข้อมูลก็เปิดโปรแกรมอาร์คีนี้ขึ้นมาล้วให้พิมพ์ชื่อแฟ้มข้อมูล ที่ต้องการลงไป  โดยโปรแกรมอาร์คีจะตรวจค้นฐานข้อมูลให้ปรากฏชื่อแฟ้ม และ รายชื่อเครื่องบริการที่เก็บแฟ้มนั้นขึ้นมา ซึ่งหลังจากทราบชื่อเครื่องบริการแล้วเราก็จะสามารถใช้ FTP ถ่ายโอนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ของเราไ้้ด้

         2.  โปรแกรมโกเฟอร์ (Gopher) เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูล  ซึ่งใช้บริการด้วยระบบเมนูโปรแกรมโกเฟอร์ เป็นโปรแกรม
 ที่มีรายการเลือก  เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในการค้นหาข้อมูล
การใช้งาน โปรแกรมนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบ รายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ เชื่อมโยงอยู่กับอินเตอร์เน็ตใดๆ เลย  เราแค่เพียงเลือกรายการที่ต้องการในรายการเลือก และกดปุ่ม <Enter> ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแสดงขึ้นมาแล้ว เราก็สามารถอ่านข้อมูลนั้น และบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้

         3.  โปรแกรม Veronica เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลที่ได้รับการพัฒนามาจากโปรแกรมโกเฟอร์  โดยการค้นหาข้อมูล  
จะทำได้โดยไม่ต้องผ่านระบบเมนู  เพียงแค่พิมพ์คำสำคัญ  หรือ  ให้ระบบได้ทำการค้นหาข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword
         4.  โปรแกรมเวส (Wide Area Information Server-WAIS)  เป็นโปรแกรมที่เป็น
เครื่องมือในการสืบค้นข้อมูล โดยทำการค้นหาจากเนื้อหาของข้อมูล  ซึ่งการใช้งา้นต้องระบุ
ุชื่อเรื่อง  หรือชื่อของคำหลักที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของข้อมูล ที่ต้องการ  ซึ่งโปรแกรมเวสจะช่วยค้นหาไปยังแหล่งข้อมูลที่
เชื่อมต่ออยู่ภายในอินเตอร์เน็ต

         5. โปรแกรม Search Engines เป็นโปรแกรมค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน  
โดยให้พิมพ์คำ  หรือข้อความที่เป็น Keyword จากนั้นโปรแกรม Search
Engines จะแสดงรายชื่อของแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ี่เกี่ยวข้องขึ้นมาให้เราได้เลือกคลิกที่รายชื่อของแหล่งข้อมูลนั้น  
เพื่อเลือกข้อมูลที่ต้องการได้  ซึ่งการจัดการแหล่งข้อมูลเหล่านั้นโปรแกรม Search Engines จะจัดไว้เป็นเมนู  
โดยเริ่มจากข้อมูลในหมวดใหญ่ๆ ไปจนถึงข้อมูลในหมวดย่อยๆ   

บทที่ 5 เรื่องโดเมนเนม (Domain Name)

 โดเมนเนม (domain name) 

      โดเมนเนม  หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่าย
ทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร
โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1.  โดเมน 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
  2.  โดเมน 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ

โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา
หลังจากจดโดนเมนเนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเรา
เช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
เพราะถ้าคุณจด Domain Nameและใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว

บทที่ 5 เรื่องหมายเลขประจำเครื่อง (IP Address)

การกำหนดหมายเลข IP Address
        ในระบบเครือข่ายอินทราเน็ตและอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีหมายเลขประจำเครือง หมายเลขนี้เรียกว่า IP Address และ IP Address ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่บนเครือข่ายต้องไม่ซ้ำกัน ผู้ที่สร้างเครือข่ายต้องขอหมายเลข IP Address เพื่อนำมากำหนดให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่าย
ตัวอย่างเช่น เครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีเครื่อง Server ชื่อว่า Nontri หมายเลข IP Address เป็น 158.108.2.71 ซึ่งเลขชุดนี้ จะมีการแบ่งออกเป็น 4 เขตข้อมูล(Fields) แต่เขตข้อมูลประกอบด้วยเลขฐานสอง 8 บิต โดยมีจุด (.) คั่นระหว่างกลุ่มของตัวเลข
IP Address ทั้ง 4 เขตข้อมูล มีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นหมายเลขประจำเครือข่าย
กลุ่มที่ 2 เป็นหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย 

        แต่เนื่องจากเครือข่ายของแต่ละองค์กร มีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงมีการกำหนดวิธีการแบ่งหมายเลข IP Address ออกเป็นคลาส (Class) คือ คลาส A คลาส B และ คลาส C โดย
คลาส A กำหนดให้เขตข้อมูลแรกเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ที่เหลืออีก 3 เขตข้อมูล เป็นหมายเลขประจำเครื่องหรือเครือข่าย
คลาส B กำหนดตัวเลข 2 เขตข้อมูลเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ที่เหลือเป็นหมายเลขประจำเครื่องหรือเครือข่าย
คลาส C กำหนดตัวเลข 3 เขตข้อมูลเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ที่เหลือเป็นหมายเลขประจำเครื่องหรือเครือข่าย ดังภาพ
คลาส A
คลาส B
คลาส C
หมายเลขประจำเครือข่าย
หมายเลขประจำเครื่อง
โดยกำหนดหมายเลขประจำเครือข่าย และจำนวนคอมพิวเตอร์ในแต่ละคลาส ดังนี้
คลาสจำนวนหลักแรกความยาวของรหัสเครือข่ายจำนวนเครื่องในเครือข่าย
A1 -126
1 เขตข้อมูล
16,387,064
B128 - 191
2 เขตข้อมูล
64,516
C192 - 223
3 เขตข้อมูล
254
        การกำหนดหมายเลข IP Address จะต้องใช้หมายเลขที่สงวนไว้โดยเฉพาะซึ่งมีอยู่หลายชุด ตัวอย่างเช่น 192.168.0.1 ถึง 192.168.0.254 สามารถใช้เป็นหมายเลขประจำเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่ง 3 เขตข้อมูลแรกเป็นหมายเลขประจำเครือข่าย ส่วนเขตข้อมูลที่ 4 เป็นหมายเลขของเครื่องในเครือข่ายซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ถึง 254 และหมายเลข Subnet Mask คือ 255.255.255.0